ฉันจะจัดการความเสี่ยงของผลิตภัณฑ์ที่ใช้เลเวอเรจในการเทรดหุ้นได้อย่างไร

ผลิตภัณฑ์แบบใช้เลเวอเรจจะขยายทั้งกำไรและขาดทุน คู่มือนี้ครอบคลุมเทคนิคการบริหารความเสี่ยงหลัก ตั้งแต่การกำหนดขนาดสถานะ ไปจนถึงการตั้งจุดตัดขาดทุนและการป้องกันความเสี่ยง (hedging)

คำเตือน

นี่ไม่ใช่คำแนะนำการลงทุน ข้อมูลที่ให้ไว้มีไว้เพื่อการศึกษาและข้อมูลเท่านั้น และไม่ถือเป็นการแนะนำให้ซื้อหรือขายผลิตภัณฑ์ทางการเงินใดๆ

ข้อความภาษาอังกฤษของคำเตือนความเสี่ยงเหล่านี้ถือเป็นข้อมูลที่มีผลผูกพัน คำแปลมีไว้เพื่อความสะดวกเท่านั้น

การจัดการความเสี่ยงของผลิตภัณฑ์ที่ใช้เลเวอเรจเป็นหนึ่งในทักษะที่สำคัญที่สุดที่ผู้เทรดหุ้นสามารถพัฒนาได้ เลเวอเรจที่ทำให้ได้กำไร 5 เปอร์เซ็นต์จากสถานะ 5:1 ก็สามารถทำให้เกิดการขาดทุน 5 เปอร์เซ็นต์ได้เช่นกัน และการขาดทุนอาจมากกว่ากำไร เนื่องจากส่วนต่างราคา (spread) ค่าคอมมิชชั่น และค่าธรรมเนียมการจัดหาเงิน (financing charge) ผู้เทรดที่จัดการความเสี่ยงอย่างรอบคอบสามารถรับมือกับการขาดทุนได้ และผู้เทรดที่รับมือได้ก็จะสามารถอยู่ในตลาดต่อไปได้เพียงพอเพื่อเก็บเกี่ยวกำไร

เทคนิคการบริหารความเสี่ยงหลัก

เทคนิคแรกคือการกำหนดขนาดสถานะ (position sizing) เทรดเดอร์ควรกำหนดขนาดสถานะให้เป็นสัดส่วนคงที่ของบัญชี โดยทั่วไปอยู่ที่ประมาณ 1 เปอร์เซ็นต์ถึง 2 เปอร์เซ็นต์ของบัญชีต่อการเทรดหนึ่งครั้ง ขนาดสถานะคำนวณจากจำนวนเงินดอลลาร์ที่เทรดเดอร์ยินดีจะขาดทุน หารด้วยระยะห่างไปยังจุดตัดขาดทุน (stop-loss) เทรดเดอร์ที่เสี่ยง 1 เปอร์เซ็นต์ของบัญชี €10,000 ในการเทรดที่มี stop-loss 2 เปอร์เซ็นต์ จะมีขนาดสถานะเท่ากับ €5,000

เทคนิคที่สองคือ stop-loss stop-loss คือคำสั่งที่ปิดสถานะที่ราคาที่กำหนดไว้ล่วงหน้า และ stop-loss จะจำกัดความเสียหาย stop-loss ควรวางไว้ที่ระดับที่สอดคล้องกับระดับความเสี่ยงที่เทรดเดอร์รับได้ และไม่ควรขยับ stop-loss ให้เป็นผลเสียต่อเทรดเดอร์ stop-loss คือเครื่องมือหลักของเทรดเดอร์สำหรับการจัดการความเสี่ยงของสถานะที่ใช้เลเวอเรจ

เทคนิคที่สามคือ take-profit take-profit คือคำสั่งที่ปิดสถานะที่เป้าหมายกำไรที่กำหนดไว้ล่วงหน้า และ take-profit จะล็อกกำไรไว้ take-profit มีประโยชน์สำหรับเทรดเดอร์ที่ต้องการล็อกเป้าหมายกำไร และ take-profit ยังมีประโยชน์สำหรับเทรดเดอร์ที่ต้องการหลีกเลี่ยงการคืนกำไรกลับไป

เทคนิคที่สี่คือการกระจายความเสี่ยง (diversification) เทรดเดอร์ควรกระจายความเสี่ยงไปยังหลายสถานะ หลายกลุ่มอุตสาหกรรม และหลายประเภทสินทรัพย์ การกระจายความเสี่ยงช่วยลดผลกระทบของการขาดทุนเพียงครั้งเดียวต่อพอร์ตโดยรวม และการกระจายความเสี่ยงคือเครื่องมือสำคัญสำหรับการจัดการความเสี่ยงของพอร์ตที่ใช้เลเวอเรจ

การป้องกันความเสี่ยงของสถานะที่ใช้เลเวอเรจ

เทคนิคการป้องกันความเสี่ยงประการแรกคือการตั้ง stop-loss stop-loss เป็นการป้องกันความเสี่ยงแบบง่าย และเป็นเทคนิคที่พบได้บ่อยที่สุด stop-loss จะจำกัดการขาดทุนไว้ที่ระดับที่กำหนดล่วงหน้า และสามารถนำไปใช้งานได้ง่ายบนแพลตฟอร์มส่วนใหญ่

เทคนิคการป้องกันความเสี่ยงประการที่สองคือออปชัน ผู้เทรดที่ถือสถานะหุ้นฝั่ง long สามารถซื้อ put option สำหรับหุ้นตัวเดียวกันได้ และ put option จะให้สิทธิในการขายที่ราคาใช้สิทธิ (strike price) put option ทำหน้าที่เหมือนประกัน และช่วยจำกัดการขาดทุนของสถานะหุ้น ต้นทุนของ put option คือ premium และ premium คือการขาดทุนสูงสุดของการป้องกันความเสี่ยง

เทคนิคการป้องกันความเสี่ยงประการที่สามคือ inverse ETF ผู้เทรดที่ถือสถานะฝั่ง long ใน sector ETF สามารถซื้อ inverse ETF สำหรับเซกเตอร์เดียวกันได้ และ inverse ETF จะปรับตัวขึ้นเมื่อเซกเตอร์ปรับตัวลง inverse ETF เป็นการป้องกันความเสี่ยงแบบง่าย และเหมาะสำหรับการป้องกันความเสี่ยงในระยะสั้น อย่างไรก็ตาม inverse ETF ไม่เหมาะสำหรับการถือยาว เนื่องจาก inverse ETF ได้รับผลกระทบจาก daily decay

ข้อผิดพลาดที่ควรหลีกเลี่ยง

ข้อผิดพลาดประการแรกคือการใช้เลเวอเรจมากเกินไป เทรดเดอร์ที่ใช้เลเวอเรจ 20:1 กับหุ้นที่มีความผันผวนสูงอาจสูญเสียเงินฝากทั้งหมดจากการเทรดเพียงครั้งเดียว ควรปรับเลเวอเรจให้สอดคล้องกับความผันผวนของสินทรัพย์อ้างอิง และควรปรับเลเวอเรจให้สอดคล้องกับระดับความเสี่ยงที่เทรดเดอร์รับได้

ข้อผิดพลาดประการที่สองคือการย้ายจุดตัดขาดทุน (stop-loss) เทรดเดอร์ที่ย้าย stop-loss ให้สวนกับทิศทางของการเทรด จะทำให้สถานะมีพื้นที่ให้ขาดทุนมากขึ้น และเป็นการเพิ่มความเสี่ยง stop-loss ควรถูกวางไว้ที่ระดับที่เทรดเดอร์รู้สึกสบายใจ และไม่ควรย้าย stop-loss เว้นแต่เทรดเดอร์จะมีเหตุผลใหม่

ข้อผิดพลาดประการที่สามคือการเพิกเฉยต่อค่าธรรมเนียมการจัดหาเงิน (financing charge) สถานะที่ใช้เลเวอเรจจะจ่ายค่าธรรมเนียมการจัดหาเงินข้ามคืน และค่าธรรมเนียมดังกล่าวจะเพิ่มต้นทุนของการเทรด เทรดเดอร์ที่ถือสถานะที่ใช้เลเวอเรจเป็นเวลาหลายสัปดาห์หรือหลายเดือนจะต้องจ่ายค่าธรรมเนียมการจัดหาเงินจำนวนมาก และค่าธรรมเนียมนี้อาจทำให้กำไรหายไปได้

ข้อผิดพลาดประการที่สี่คือการเทรดถี่เกินไป เทรดเดอร์ที่ทำการเทรดแบบใช้เลเวอเรจหลายครั้งต่อวันจะเผชิญกับต้นทุนจากการทำธุรกรรมที่สูงขึ้น เทรดเดอร์ควรเลือกทำเฉพาะการเทรดที่เหมาะสม

การสร้างแผนการบริหารความเสี่ยง

ขั้นตอนแรกคือการกำหนดความเสี่ยงต่อการเทรดหนึ่งครั้ง ผู้เทรดควรกำหนดเปอร์เซ็นต์คงที่ของบัญชี โดยทั่วไปอยู่ที่ 1 เปอร์เซ็นต์ถึง 2 เปอร์เซ็นต์ และผู้เทรดควรยึดตามเปอร์เซ็นต์ดังกล่าวในทุกการเทรด เปอร์เซ็นต์นี้คือการขาดทุนสูงสุดที่ผู้เทรดยอมรับได้สำหรับการเทรดเพียงครั้งเดียว

ขั้นตอนที่สองคือการกำหนดการขาดทุนสะสมสูงสุด (maximum drawdown) ผู้เทรดควรกำหนดการขาดทุนสะสมสูงสุด โดยทั่วไปอยู่ที่ 10 เปอร์เซ็นต์ถึง 20 เปอร์เซ็นต์ของบัญชี และควรหยุดการเทรดเมื่อถึงระดับการขาดทุนสะสมดังกล่าว ขีดจำกัดการขาดทุนสะสมช่วยปกป้องผู้เทรดจากช่วงแพ้ติดต่อกันที่ทำให้บัญชีลดลง

ขั้นตอนที่สามคือการกำหนดจำนวนสถานะที่เปิดอยู่สูงสุด ผู้เทรดควรกำหนดจำนวนสถานะสูงสุด โดยทั่วไปอยู่ที่ 5 ถึง 10 และผู้เทรดไม่ควรเกินจำนวนสูงสุดนี้ ขีดจำกัดของจำนวนสถานะช่วยป้องกันไม่ให้ผู้เทรดใช้เลเวอเรจมากเกินไปกับบัญชี

ขั้นตอนที่สี่คือการทบทวนแผนอย่างสม่ำเสมอ ผู้เทรดควรทบทวนการเทรด การขาดทุนสะสม และอัตราชนะ (win rate) เป็นรายสัปดาห์ และควรปรับแผนหากจำเป็น การทบทวนเป็นส่วนสำคัญของกระบวนการบริหารความเสี่ยง และการทบทวนช่วยให้ผู้เทรดยังคงมีวินัย

คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับการบริหารความเสี่ยง

เทคนิคการบริหารความเสี่ยงที่ดีที่สุดคืออะไร? การกำหนดขนาดสถานะ (position sizing) ร่วมกับการตั้งจุดตัดขาดทุน (stop-loss) เป็นเทคนิคที่มีประสิทธิภาพที่สุด ทั้งสองเทคนิคนี้นำไปใช้ได้ง่าย และครอบคลุมสถานการณ์การเทรดส่วนใหญ่

ฉันสามารถบริหารความเสี่ยงโดยไม่ใช้ stop-loss ได้ไหม? ได้ โดยใช้ออปชัน หรือใช้การป้องกันความเสี่ยง (hedging) ด้วย ETF แบบผกผัน (inverse ETF) แต่ทางเลือกเหล่านี้มีความซับซ้อนและมีค่าใช้จ่ายมากกว่าการตั้ง stop-loss แบบง่าย ๆ ผู้เทรดที่ไม่ต้องการใช้ stop-loss ควรพิจารณาทางเลือกอื่นอย่างรอบคอบ

ควรทบทวนแผนการบริหารความเสี่ยงบ่อยแค่ไหน? ผู้เทรดควรทบทวนแผนทุกสัปดาห์ และควรทบทวนบ่อยขึ้นในช่วงที่ความผันผวนสูง การทบทวนควรรวมถึงรายการเทรด (trades) ภาวะขาดทุนสะสม (drawdown) อัตราชนะ (win rate) และค่าใช้จ่ายด้านการจัดหาเงินทุน (financing charges)

แหล่งข้อมูลที่เกี่ยวข้อง

เริ่มต้นจากตรงไหน

หากคุณกำลังจัดการความเสี่ยงของผลิตภัณฑ์ที่ใช้เลเวอเรจ ขั้นตอนแรกที่มีประโยชน์ที่สุดคือการกำหนดความเสี่ยงต่อหนึ่งการเทรด จำนวนการขาดทุนสูงสุด (maximum drawdown) และจำนวนสถานะที่เปิดอยู่สูงสุด Our broker comparison แสดงรายชื่อ Broker ที่ให้บริการการเทรดแบบใช้เลเวอเรจ และเครื่องมือสำหรับการบริหารความเสี่ยง ซึ่งจะช่วยให้คุณเข้าใจว่า Broker นั้นมีอะไรให้บ้างก่อนที่คุณจะทำการเทรดแบบใช้เลเวอเรจครั้งแรก