ฉันจะวางคำสั่ง OCO (One-Cancels-the-Other) ในบัญชีการเทรดของฉันได้อย่างไร

คำสั่ง OCO จะจับคู่คำสั่งตัดขาดทุน (stop-loss) และคำสั่งทำกำไร (take-profit) ไว้ในคำสั่งเดียวสำหรับการเทรดหนึ่งรายการ คู่มือนี้อธิบายวิธีตั้งค่าดังกล่าวบนแพลตฟอร์มการเทรดสำหรับรายย่อย

คำเตือน

นี่ไม่ใช่คำแนะนำการลงทุน ข้อมูลที่ให้ไว้มีไว้เพื่อการศึกษาและข้อมูลเท่านั้น และไม่ถือเป็นการแนะนำให้ซื้อหรือขายผลิตภัณฑ์ทางการเงินใดๆ

ข้อความภาษาอังกฤษของคำเตือนความเสี่ยงเหล่านี้ถือเป็นข้อมูลที่มีผลผูกพัน คำแปลมีไว้เพื่อความสะดวกเท่านั้น

คำสั่ง OCO หรือ One-Cancels-the-Other คือชุดคำสั่งปิดสถานะ 2 คำสั่งที่เชื่อมโยงกันไว้กับสถานะเดียว โดยชุดคำสั่งนี้จะรวมคำสั่งจำกัดเพื่อทำกำไร (take-profit) เข้ากับคำสั่งหยุดขาดทุน (stop-loss) และเมื่อมีการรายงานว่าคำสั่งใดคำสั่งหนึ่งถูกเติมเต็มแล้ว Broker จะยกเลิกคำสั่งที่ยังไม่ได้ถูกเติมเต็มทันที โครงสร้างนี้มีประโยชน์เมื่อคุณต้องการตั้งเป้าหมายทำกำไรด้านบวกและเพดานความเสี่ยงด้านลบ โดยไม่ต้องเฝ้าหน้าจอตลอดเวลา

คำสั่งนี้ทำอะไร

คำสั่งนี้แนบคำสั่งออก (exit) สองรายการเข้ากับสถานะเดียวกัน OCO แบบฝั่ง Long จะรวมคำสั่ง Sell แบบ Limit ที่อยู่เหนือราคาเข้าซื้อ กับคำสั่ง Sell แบบ Stop ที่อยู่ต่ำกว่าราคาเข้า OCO แบบฝั่ง Short จะจัดโครงสร้างกลับกัน โดยใช้คำสั่ง Buy แบบ Limit ที่อยู่ต่ำกว่าราคาเข้า และคำสั่ง Buy แบบ Stop ที่อยู่เหนือราคาเข้า ช่องว่างระหว่างราคาทั้งสองคือช่วงที่เทรดเดอร์ยอมรับ: เหนือราคา Limit เทรดเดอร์ต้องการปิดเพื่อทำกำไร และต่ำกว่าราคา Stop เทรดเดอร์ต้องการปิดเพื่อจำกัดการขาดทุน

คำสั่งนี้เหมาะสำหรับเทรดเดอร์ที่ต้องการล็อกเป้าหมายกำไรหรือจำกัดการขาดทุน โดยไม่ต้องเฝ้าหน้าจอตลอดเวลา เทรดเดอร์จะกำหนดระดับราคาไว้ก่อนที่จะวางคำสั่ง และคำสั่งจะยังคงทำงานอยู่ในตลาดจนกว่าระดับใดระดับหนึ่งจะถูกแตะ หรือจนกว่าเทรดเดอร์จะยกเลิกคำสั่งด้วยตนเอง

คำสั่งทำงานอย่างไรในตลาด

OCO แบบฝั่ง Long จะรวมคำสั่งขายแบบจำกัด (sell limit) ที่อยู่เหนือราคาที่เข้าซื้อ กับคำสั่งขายแบบหยุด (sell stop) ที่อยู่ต่ำกว่าราคาที่เข้าซื้อ ส่วน OCO แบบฝั่ง Short จะเป็นภาพสะท้อนกัน โดยใช้คำสั่งซื้อแบบจำกัด (buy limit) ที่อยู่ต่ำกว่าราคาที่เข้าซื้อ และคำสั่งซื้อแบบหยุด (buy stop) ที่อยู่เหนือราคาเดียวกัน ช่วงห่างระหว่างราคาทั้งสองคือ “ช่วงการยอมรับ” ของเทรดเดอร์

ช่องว่างของราคา (gaps) ทำให้พฤติกรรมซับซ้อนขึ้น หากราคากระโดดข้ามระดับของคำสั่งหยุด คำสั่งจะถูกเติมเต็ม (fill) ที่ราคาที่พร้อมใช้งานถัดไป ซึ่งเป็นความเสี่ยงด้าน slippage (ราคาที่คลาดเคลื่อน) เช่นเดียวกันกับคำสั่งแบบจำกัด เทรดเดอร์ควรทราบว่าราคาของคำสั่งหยุดไม่ใช่ราคาที่รับประกันว่าจะได้ และคำสั่งแบบจำกัดอาจไม่ถูกเติมเต็ม หากราคากลับมาไม่ถึงระดับนั้น

การตั้งค่าแบบทีละขั้นตอนบนแพลตฟอร์มสำหรับรายย่อย

ขั้นตอนแรกคือการเปิดหน้าตั๋วสำหรับการป้อนคำสั่งซื้อขาย โดยแพลตฟอร์มส่วนใหญ่จะมีช่องทำเครื่องหมายหรือเมนูแบบเลื่อนลงที่มีป้ายกำกับว่า "OCO" หรือ "If Done" เมื่อเลือกตัวเลือกนี้ ระบบจะแสดงช่องกรอกราคา 2 ช่อง ผู้เทรดจะกรอกราคาที่ต้องการทำกำไร (take-profit) ในช่องแรก และราคาที่ต้องการตั้งจุดตัดขาดทุน (stop-loss) ในช่องที่สอง

ขั้นตอนถัดไปคือการตั้งค่าเวลาที่มีผลบังคับใช้ (time in force) คำสั่งแบบ Day จะหมดอายุเมื่อสิ้นวัน และคำสั่งแบบ good-till-cancelled จะยังคงใช้งานอยู่จนกว่าผู้เทรดจะยกเลิก การเลือกขึ้นอยู่กับกรอบเวลาการเทรด: ผู้เทรดรายวันใช้คำสั่งแบบ Day และผู้เทรดแบบแกว่ง (swing traders) ใช้ GTC

ขั้นตอนที่สามคือการยืนยันคำสั่ง แพลตฟอร์มจะแสดงทั้งสองขา (legs) และลิงก์ OCO บนหน้าจอยืนยัน ผู้เทรดควรตรวจสอบว่าราคา limit และ stop อยู่ฝั่งที่ถูกต้องของจุดเข้า (entry) และลิงก์ OCO เปิดใช้งานอยู่หรือไม่

สถานที่ที่รองรับคำสั่งนี้

คำสั่งนี้เป็นมาตรฐานบนแพลตฟอร์มรายย่อยส่วนใหญ่ที่มีประเภทคำสั่งขั้นสูง รวมถึง MetaTrader 4 และ 5, TradingView, TradeStation, Interactive Brokers' Trader Workstation และแพลตฟอร์มของโบรกเกอร์ส่วนลดส่วนใหญ่ด้วย ชื่อที่แน่นอนของประเภทคำสั่งอาจแตกต่างกันไป: TradingView เรียกมันว่า "OCO" ขณะที่ MetaTrader แยกคำสั่งออกเป็นทิกเก็ตสองรายการแยกกันด้วยสคริปต์ และบางแพลตฟอร์มอาจซ่อนคำสั่งไว้ในเมนู "advanced orders"

แพลตฟอร์มบนมือถือมักไม่มีการรองรับ OCO แบบพื้นฐาน เนื่องจากโครงสร้างแบบสองขา (two-leg) มีความซับซ้อนมากขึ้นในการแสดงผลบนหน้าจอขนาดเล็กเทรดเดอร์ที่ต้องการใช้ OCO บนมือถือมักจะตั้งค่าบนแพลตฟอร์มเดสก์ท็อปและติดตามสถานะบนแอปมือถือแทน

ข้อผิดพลาดที่พบบ่อย

ข้อผิดพลาดที่พบบ่อยคือการใส่ stop และ limit ไว้ฝั่งเดียวกับจุดเข้า ซึ่งจะทำให้เกิดคำสั่งที่โบรกเกอร์ปฏิเสธ อีกข้อผิดพลาดคือการลืมเปิดใช้งานลิงก์ OCO ซึ่งทำให้คำสั่งทั้งสองยังคงใช้งานอยู่หลังจากคำสั่งหนึ่งถูกเติมเต็ม และคำสั่งที่สองจะปิดสถานะที่ราคาอีกระดับหนึ่ง

ข้อผิดพลาดที่สามคือการใช้คำสั่งกับหุ้นที่มีสภาพคล่องต่ำ ซึ่งขาทั้งสองมีแนวโน้มที่จะเกิด slippage คำสั่งนี้ทำงานได้ดีที่สุดกับหุ้นที่มีสภาพคล่องสูงและดัชนีหลัก และผู้เทรดควรตรวจสอบส่วนต่างราคาเสนอซื้อ-เสนอขาย (bid-ask spread) และปริมาณการซื้อขายเฉลี่ยต่อวันก่อนที่จะวางคำสั่ง

คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับคำสั่ง OCO

คำสั่ง OCO มีค่าใช้จ่ายเพิ่มเติมไหม? โดยทั่วไปโบรกเกอร์ส่วนใหญ่ไม่เรียกเก็บเงินเพิ่มสำหรับ OCO เพราะคำสั่งนี้เป็นคำสั่งมาตรฐาน 2 คำสั่งที่เชื่อมโยงกันด้วยซอฟต์แวร์ ผู้เทรดจะจ่ายค่านายหน้าตามปกติสำหรับขาที่ถูกเติมเต็ม และขาที่ไม่ได้ถูกเติมเต็มจะถูกยกเลิกโดยไม่เสียค่าใช้จ่าย

ฉันสามารถแนบ OCO กับสถานะที่มีอยู่แล้วได้ไหม? ได้ โดยทั่วไปแพลตฟอร์มส่วนใหญ่จะให้ผู้เทรดเพิ่มการออกจากสถานะด้วย OCO ให้กับสถานะที่เปิดด้วยคำสั่ง market ได้ การตั้งค่าจะเหมือนกับการวาง OCO ตอนเข้า และแพลตฟอร์มจะแสดงรายละเอียดสถานะและขาทั้งสอง

ถ้าราคาทะลุผ่านทั้งสองขาเกิดขึ้นพร้อมกันจะเป็นอย่างไร? หากราคาทะลุผ่านทั้งสองขา โบรกเกอร์จะเติมเต็มขาที่ตลาดไปถึงก่อนทันที เมื่อขาแรกถูกเติมเต็ม ระบบจะยกเลิกขาที่สองของ OCO และผู้เทรดจะมีสถานะหนึ่งที่ปิดแล้ว และอีกหนึ่งที่ถูกยกเลิก

แหล่งข้อมูลที่เกี่ยวข้อง

เริ่มต้นตรงไหน

หากคุณกำลังพิจารณาคำสั่ง OCO ขั้นตอนแรกที่มีประโยชน์ที่สุดคือการเปิดบัญชีเดโมกับ Broker ที่รองรับประเภทคำสั่งนี้ และวาง OCO ขนาดเล็กบนหุ้นที่มีสภาพคล่อง เพื่อดูว่าแพลตฟอร์มจัดการขาทั้งสองอย่างไร Our broker comparison จะแสดงรายชื่อ Broker ที่รองรับคำสั่ง OCO และประเภทคำสั่งที่มีให้ ซึ่งจะช่วยให้คุณเห็นภาพว่าแพลตฟอร์มมีหน้าตาเป็นอย่างไรก่อนที่คุณจะวาง OCO ครั้งแรกในบัญชีแบบใช้งานจริง