วิธีใช้ MetaTrader สำหรับการเทรดแบบแกว่งหุ้น

การเทรดแบบแกว่ง (Swing trading) บน MetaTrader ใช้กรอบเวลาที่ยาวกว่า (4 ชั่วโมง รายวัน) และชุดตัวชี้วัดที่ช่วยจับการเคลื่อนไหวในระยะกลาง แพลตฟอร์มมีเครื่องมือแสดงกราฟและการแจ้งเตือนที่ทำให้เหมาะกับกลยุทธ์นี้

คำเตือน

นี่ไม่ใช่คำแนะนำการลงทุน ข้อมูลที่ให้ไว้มีไว้เพื่อการศึกษาและข้อมูลเท่านั้น และไม่ถือเป็นการแนะนำให้ซื้อหรือขายผลิตภัณฑ์ทางการเงินใดๆ

ข้อความภาษาอังกฤษของคำเตือนความเสี่ยงเหล่านี้ถือเป็นข้อมูลที่มีผลผูกพัน คำแปลมีไว้เพื่อความสะดวกเท่านั้น

การเทรดแบบสวิงบน MetaTrader เป็นกรณีการใช้งานที่แตกต่างจากการเทรดระหว่างวันบน MetaTrader ผู้เทรดแบบสวิงจะถือสถานะเป็นเวลาหลายวันหรือหลายสัปดาห์ และเครื่องมือวิเคราะห์หลักคือกรอบเวลาที่ยาวกว่าของแพลตฟอร์ม (4 ชั่วโมง รายวัน รายสัปดาห์) ผู้เทรดแบบสวิงไม่จำเป็นต้องใช้การส่งคำสั่งแบบคลิกเดียวหรือความหน่วงระดับเสี้ยววินาทีที่ผู้เทรดระหว่างวันต้องการ ผู้เทรดแบบสวิงต้องการการทำงานด้านการวาดกราฟ อินดิเคเตอร์ และการแจ้งเตือนที่รองรับกรอบเวลาที่ยาวขึ้น

MetaTrader เหมาะกับการเทรดแบบสวิงเป็นอย่างยิ่ง เพราะระบบการวาดกราฟและอินดิเคเตอร์ของแพลตฟอร์มถูกออกแบบมาเพื่อใช้ได้กับทุกกรอบเวลา และการเทรดอัตโนมัติของแพลตฟอร์มสามารถนำมาใช้สำหรับการบริหารจัดการสถานะได้

กรอบเวลาในการเทรดแบบแกว่ง (swing trading)

นักเทรดแบบแกว่งควรใช้กราฟรายวันเพื่อดูแนวโน้มโดยรวม กราฟ 4 ชั่วโมงเพื่อดูทิศทางของการแกว่ง และกราฟ 1 ชั่วโมงเพื่อใช้สำหรับจุดเข้าและจุดออก กราฟรายวันจะแสดงแนวโน้มระยะยาว ระดับแนวรับและแนวต้าน และระดับสำคัญ กราฟ 4 ชั่วโมงจะแสดงการเคลื่อนไหวในระยะกลางและทิศทางของการแกว่ง ส่วนกราฟ 1 ชั่วโมงจะแสดงจุดเข้าและจุดออก

นักเทรดแบบแกว่งควรใช้กราฟรายสัปดาห์เพื่อเป็นบริบทด้วย เพื่อดูระดับระยะยาว (จุดสูงและจุดต่ำของปีก่อน ค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่ระยะยาว) ซึ่งอาจทำหน้าที่เป็นแนวรับหรือแนวต้านสำหรับการแกว่ง

ตัวชี้วัดสำหรับการเทรดแบบแกว่ง (Swing Trading)

ค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่ (moving averages) เป็นตัวชี้วัดที่มีประโยชน์ที่สุดสำหรับการเทรดแบบแกว่ง โดยค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่ 50 วันและ 200 วันเป็นระดับที่พบได้บ่อยที่สุดสำหรับแนวโน้มระยะยาว รวมถึงเป็นแนวรับและแนวต้าน ผู้เทรดแบบแกว่งใช้ค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่เพื่อระบุทิศทางของแนวโน้ม และระดับที่เป็นไปได้สำหรับการเข้าและการออกจากการเทรด

MACD เป็นตัวชี้วัดที่มีประโยชน์ที่สุดเป็นอันดับสอง MACD วัดโมเมนตัมของราคา และการตัดกันของเส้น MACD กับเส้นสัญญาณ (signal line) เป็นสัญญาณที่พบบ่อยสำหรับการเทรดแบบแกว่ง ความแตกต่างของ MACD (divergence) ซึ่งราคาทำจุดสูงขึ้นใหม่ (higher high) แต่ MACD กลับทำจุดสูงต่ำลง (lower high) เป็นสัญญาณที่พบบ่อยสำหรับการกลับตัวของแนวโน้ม

RSI เป็นตัวชี้วัดที่มีประโยชน์ที่สุดเป็นอันดับสาม RSI วัดความเร็วและขนาดของการเคลื่อนไหวของราคา โดย RSI ที่สูงกว่า 70 ถือว่าอยู่ในภาวะซื้อมากเกินไป (overbought) และ RSI ที่ต่ำกว่า 30 ถือว่าอยู่ในภาวะขายมากเกินไป (oversold) ผู้เทรดแบบแกว่งใช้ RSI เพื่อระบุจุดที่อาจเกิดการกลับตัว

ปริมาณการซื้อขาย (volume) เป็นตัวชี้วัดที่มีประโยชน์ที่สุดเป็นอันดับสี่ ปริมาณการซื้อขายช่วยยืนยันการเคลื่อนไหวของราคา: ราคาที่เพิ่มขึ้นพร้อมกับปริมาณการซื้อขายที่เพิ่มขึ้นคือการเคลื่อนไหวที่แข็งแกร่ง และราคาที่เพิ่มขึ้นพร้อมกับปริมาณการซื้อขายที่ลดลงคือการเคลื่อนไหวที่อ่อนแรง ผู้เทรดแบบแกว่งใช้ปริมาณการซื้อขายเพื่อยืนยันจังหวะการเข้าและการออกจากการเทรด

จุดเข้าและจุดออกสำหรับการเทรดแบบสวิง

จุดเข้าในการเทรดแบบสวิงจะอยู่ที่ระดับที่ราคามีแนวโน้มเข้าใกล้แนวรับ (สำหรับการเทรดฝั่งซื้อ/Long) หรือเข้าใกล้แนวต้าน (สำหรับการเทรดฝั่งขาย/Short) โดยมีตัวชี้วัดยืนยันทิศทาง ตัวอย่างเช่น การเข้าเทรดแบบ Long ใกล้เส้นค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่ 50 วัน (50-day moving average) โดย MACD ตัดขึ้นด้านบน และ RSI อยู่ต่ำกว่า 70 ถือเป็นจุดเข้าแบบมีโอกาสสูง

จุดออกในการเทรดแบบสวิงจะอยู่ที่ระดับที่ราคามาถึงเป้าหมายแล้ว (แนวต้านสำหรับการเทรด Long หรือแนวรับสำหรับการเทรด Short) หรือเมื่อสัญญาณจากตัวชี้วัดกลับทิศทาง (เช่น MACD ตัดลงด้านล่างสำหรับการเทรด Long) ผู้เทรดแบบสวิงควรกำหนดจุดตัดขาดทุน (stop loss) ไว้ต่ำกว่าจุดสวิงโลว์ล่าสุด (สำหรับการเทรด Long) หรือสูงกว่าจุดสวิงไฮล่าสุด (สำหรับการเทรด Short)

การแจ้งเตือนของ MetaTrader สำหรับการเทรดแบบแกว่ง (Swing Trading)

การแจ้งเตือนของ MetaTrader มีความสำคัญอย่างยิ่งสำหรับการเทรดแบบแกว่ง ผู้เทรดแบบแกว่งจะตั้งการแจ้งเตือนไว้ที่ระดับสำคัญ (ค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่, จุดสูงและจุดต่ำของรอบก่อนหน้า, ระดับ Fibonacci) และผู้เทรดจะได้รับการแจ้งเตือนเมื่อราคามาถึงระดับนั้น การแจ้งเตือนช่วยให้ผู้เทรดไม่พลาดจังหวะเข้า (entry) หรือออก (exit) แม้จะไม่ได้อยู่หน้าจอ

แพลตฟอร์ม MetaTrader ยังรองรับการแจ้งเตือนทางอีเมลและการแจ้งเตือนแบบพุช (push notifications) สำหรับการแจ้งเตือนเหล่านี้ และผู้เทรดสามารถตั้งค่าให้ส่งการแจ้งเตือนไปยังโทรศัพท์ได้ การแจ้งเตือนคือวิธีที่ผู้เทรดแบบแกว่งใช้ในการติดตามตลาดโดยไม่ต้องอยู่หน้าจอตลอดทั้งวัน

การบริหารความเสี่ยงสำหรับการเทรดแบบแกว่ง (swing trading)

การบริหารความเสี่ยงสำหรับการเทรดแบบแกว่งนั้นเหมือนกับกลยุทธ์ที่ใช้เลเวอเรจ (leveraged) อื่น ๆ ผู้เทรดควรใช้ “งบความเสี่ยงต่อหนึ่งดีล” (1-2% ของพอร์ต) ขนาดสถานะที่คำนวณจากจุดตัดขาดทุน (stop) และงบความเสี่ยง และตั้งค่า stop loss ที่สอดคล้องกับจุดที่กลยุทธ์ถือว่า “ใช้ไม่ได้” (invalidated)

ผู้เทรดแบบแกว่งควรพิจารณาความเสี่ยงข้ามคืนด้วย ตำแหน่งที่ถือไว้หลายวันจะเผชิญกับความเสี่ยงจาก “กรอบราคาเปิด (gap)” (ช่องว่างที่เกิดขึ้นตอนเปิดตลาดครั้งถัดไป) และผู้เทรดแบบแกว่งควรกำหนดขนาดสถานะเพื่อรองรับความเสี่ยงจาก gap

นอกจากนี้ ผู้เทรดแบบแกว่งควรหลีกเลี่ยงการถือสถานะไว้ก่อนเหตุการณ์ที่ทราบล่วงหน้า (เช่น การประกาศผลประกอบการ, การประชุมของ Fed, การเผยแพร่ CPI) โดยไม่ลดขนาดสถานะลงก่อน

แหล่งข้อมูลที่เกี่ยวข้อง

เริ่มต้นตรงไหน

หากคุณกำลังพิจารณา MetaTrader สำหรับการเทรดแบบแกว่ง (swing trading) ขั้นตอนแรกที่มีประโยชน์ที่สุดคือการตั้งค่าชาร์ตรายวันและชาร์ต 4 ชั่วโมง โดยเพิ่มเส้นค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่ (moving averages), MACD, RSI และตัวชี้วัดปริมาณ (volume) จากนั้นฝึกการระบุจุดเข้าและจุดออกสำหรับการเทรดแบบแกว่งบนบัญชีเดโม (demo account) ของคุณ เราได้รวบรวม broker comparison ไว้ ซึ่งแสดงรายชื่อโบรกเกอร์ที่รองรับ MetaTrader และผลิตภัณฑ์ที่มีให้บริการ โดยข้อมูลเหล่านี้จะช่วยให้คุณเห็นภาพรวมของแพลตฟอร์มก่อนที่คุณจะเปิดบัญชีแบบใช้งานจริง