นี่ไม่ใช่คำแนะนำการลงทุน ข้อมูลที่ให้ไว้มีไว้เพื่อการศึกษาและข้อมูลเท่านั้น และไม่ถือเป็นการแนะนำให้ซื้อหรือขายผลิตภัณฑ์ทางการเงินใดๆ
ราคาหยุดออก (stop out price) คือราคาที่สถานะที่ใช้เลเวอเรจจะถูกปิดอัตโนมัติโดย Broker เพื่อป้องกันไม่ให้ส่วนของบัญชี (account equity) ลดลงต่ำกว่าข้อกำหนดมาร์จิ้นเพื่อการบำรุงรักษา (maintenance margin requirement) กลไกนี้เป็นเหมือนวาล์วนิรภัยที่ออกแบบมาเพื่อปกป้องทั้งเทรดเดอร์และ Broker จากสถานะที่ทำให้ยอดคงเหลือติดลบ และเป็นแนวป้องกันด่านสุดท้ายของเทรดเดอร์เมื่อสถานะอาจผิดพลาดอย่างรุนแรง
ราคาหยุดออกถูกกำหนดโดย maintenance margin ไม่ใช่โดยเทรดเดอร์ ผู้ที่เข้าใจว่า maintenance margin และตัวเลขเลเวอเรจ (leverage) มารวมกันเพื่อสร้างราคาหยุดออกได้อย่างไร จะอยู่ในสถานะที่ดีกว่าในการกำหนดขนาดสถานะ (position sizing) ให้เหมาะสม และหลีกเลี่ยงการถูกหยุดออกจากการเคลื่อนไหวของตลาดตามปกติ
ความหมายของมาร์จิ้นเพื่อการบำรุงรักษา
มาร์จิ้นเพื่อการบำรุงรักษา คือส่วนของเงินทุนขั้นต่ำที่เทรดเดอร์ต้องถือไว้ในสถานะที่ใช้เลเวอเรจ เพื่อให้สถานะนั้นยังคงเปิดอยู่ ตัวเลขนี้กำหนดโดย Broker (และบางครั้งโดยหน่วยงานกำกับดูแล) และเป็นสัดส่วนร้อยละของมูลค่าตามสัญญา (notional) ของสถานะ มาร์จิ้นเพื่อการบำรุงรักษาที่พบบ่อยสำหรับหุ้น CFD หรือฟิวเจอร์สรายหุ้น คือ 25% ของ notional
ส่วนของเงินทุนของเทรดเดอร์ในสถานะนั้น คือมูลค่าตลาดของสถานะ ลบด้วยเงินกู้ หากมูลค่าตลาดของสถานะลดลง เงินทุนของเทรดเดอร์ก็จะลดลงเช่นกัน เมื่อเงินทุนลดลงมาถึงมาร์จิ้นเพื่อการบำรุงรักษา Broker จะออกคำสั่งเรียกมาร์จิ้น (margin call) หากเทรดเดอร์ไม่เพิ่มเงิน Broker จะปิดสถานะที่ราคา stop out
วิธีคำนวณราคา Stop Out
ราคา stop out คือราคาที่มูลค่าส่วนของผู้เทรดเท่ากับมาร์จิ้นเพื่อการบำรุงรักษา (maintenance margin) สำหรับสถานะฝั่ง Long: ราคา stop out = ราคาเข้าซื้อ × (1 - (1 / leverage) + maintenance margin) สำหรับสถานะฝั่ง Short: ราคา stop out = ราคาเข้าซื้อ × (1 + (1 / leverage) - maintenance margin)
พูดให้เห็นภาพชัด ๆ: ผู้เทรดเปิดสถานะ Long แบบใช้ leverage 5× ที่ €100 มาร์จิ้นเพื่อการบำรุงรักษาคือ 25% ราคา stop out จะอยู่ที่ประมาณ €99 หรือการขยับสวนทางกับสถานะราว 1% ยิ่งใช้ leverage สูง ราคา stop out ก็จะยิ่งใกล้กับราคาเข้าซื้อมากขึ้น สถานะ 10× จะหยุดออกที่ 97.5% ของราคาเข้า สถานะ 20× จะหยุดออกที่ 98.75% leverage เป็นตัวกำหนดว่าผู้เทรดมี “พื้นที่” ให้ขยับได้มากน้อยเพียงใด
สิ่งที่เทรดเดอร์เป็นผู้ควบคุม
เทรดเดอร์เป็นผู้ควบคุมขนาดของสถานะและเลเวอเรจ ส่วน Broker เป็นผู้ควบคุมมาร์จิ้นเพื่อการบำรุงรักษาและราคาหยุดออก (stop out price) เทรดเดอร์ที่เลือกใช้เลเวอเรจสูงก็เท่ากับเลือก stop out price ที่อยู่ใกล้กับราคาเข้ามาก ซึ่งหมายความว่าการเคลื่อนไหวภายในวันตามปกติอาจทำให้มันทำงานได้
คำตอบที่ตรงไปตรงมาคือให้ใช้เลเวอเรจที่ทำให้ stop out price อยู่ต่ำกว่าจุดหยุดที่เทรดเดอร์ตั้งใจไว้มาก เทรดเดอร์ที่วางแผนจะใช้ stop 5% ควรเลือกเลเวอเรจที่ทำให้ stop out price อยู่ต่ำกว่าราคาเข้า 7-10% เพื่อให้กลไกของ Broker ไม่ทำงานก่อนที่กลยุทธ์จะถูกทำให้ใช้การไม่ได้
วิธีหลีกเลี่ยงการถูก Stop Out
กฎข้อแรกคือการเลือก Leverage ที่ให้ “กันชน” อย่างสบายระหว่างราคาเข้าซื้อและราคา Stop out กฎข้อที่สองคือการกำหนดขนาดสถานะให้สอดคล้องกับงบประมาณความเสี่ยง เพื่อให้การถูก Stop out เป็นเหตุการณ์ที่กู้คืนได้
ข้อที่สามคือการติดตามสถานะ หากเทรดเดอร์ถือสถานะที่ใช้ Leverage ค้างคืนหรือข้ามสุดสัปดาห์ จะมีความเสี่ยงจาก “ช่องว่างราคา” ที่อาจทำให้ราคาทะลุระดับ Stop out ก่อนที่เทรดเดอร์จะทันได้ตอบสนอง วิธีแก้คือการลดขนาดสถานะก่อนช่วงเวลาที่มีความเสี่ยงที่ทราบล่วงหน้า หรือปิดสถานะทั้งหมด
ข้อที่สี่คือการเพิ่มเงินอย่างเชิงรุก หากสถานะกำลังเคลื่อนไหวสวนทางเทรดเดอร์แต่กลยุทธ์ยังใช้ได้ การเพิ่มเงินก่อนที่ maintenance margin จะถูกแตะ จะช่วย “ซื้อเวลา” ให้กลยุทธ์ได้ทำงาน และโดยปกติการซื้อเพิ่มจะมีราคาถูกกว่าการขาดทุนจากการถูก Stop out แล้วค่อยกลับเข้าเทรดที่ราคาที่แย่กว่า
คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับราคาหยุดออก (stop out)
ราคาหยุดออกเหมือนกันสำหรับโบรกเกอร์ทุกเจ้าไหม? ไม่ แต่ละโบรกเกอร์กำหนดมาร์จิ้นเพื่อการดูแล (maintenance margin) ของตนเอง และมาร์จิ้นเพื่อการดูแลเป็นตัวกำหนดราคาหยุดออก โบรกเกอร์ที่มี maintenance margin 20% จะหยุดออกช้ากว่าโบรกเกอร์ที่มี margin 30% โดยพิจารณาจาก leverage และราคาเข้าที่เท่ากัน
ราคาหยุดออกสามารถเปลี่ยนได้ในขณะที่สถานะยังเปิดอยู่ไหม? ได้ maintenance margin ถูกตั้งโดยโบรกเกอร์และสามารถเปลี่ยนแปลงได้ทุกเมื่อ โดยเฉพาะในตลาดที่เคลื่อนไหวเร็ว หากโบรกเกอร์เพิ่ม maintenance margin ราคาหยุดออกจะขยับเข้ามาใกล้ราคาเข้ามากขึ้น และเทรดเดอร์อาจถูกหยุดออกจากการเคลื่อนไหวระหว่างวันตามปกติ
ถ้าโบรกเกอร์ปิดสถานะที่ราคาหยุดออกไม่ได้ จะเกิดอะไรขึ้น? ในตลาดที่เคลื่อนไหวเร็ว โบรกเกอร์อาจปิดสถานะในราคาที่แย่กว่าราคาหยุดออก ซึ่งเรียกว่า slippage และมักพบมากในสภาวะที่ผันผวน เทรดเดอร์ควรคำนึงถึง slippage ตอนกำหนดขนาดสถานะ และควรใช้คำสั่ง stop loss (ไม่ใช่แค่กลไก stop out) เพื่อควบคุมการออกจากสถานะ
คำสั่ง stop loss แทนที่ราคาหยุดออกไหม? คำสั่ง stop loss ที่เทรดเดอร์วางไว้จะถูกดำเนินการก่อนที่กลไก stop out จะทำงาน ตราบใดที่โบรกเกอร์ประมวลผลคำสั่งได้ทันเวลา stop loss ของเทรดเดอร์ควรถูกตั้งไว้ในระดับที่อยู่ “ภายใน” ขอบเขตของ stop out เพื่อให้คำสั่งของเทรดเดอร์ทำงานก่อนที่โบรกเกอร์จะบังคับปิดสถานะ
แหล่งข้อมูลที่เกี่ยวข้อง
เริ่มต้นตรงไหน
หากคุณกำลังพิจารณาสถานะที่ใช้เลเวอเรจ สิ่งที่มีประโยชน์ที่สุดในการตรวจสอบคือเลเวอเรจที่เสนอ อัตราหลักประกันเพื่อการดูแล (maintenance margin) และราคาที่จะถูกหยุดออก (stop out) ที่ได้จากขนาดสถานะที่คุณตั้งใจจะเปิด เราได้รวบรวม การเปรียบเทียบ Broker ซึ่งแสดงเลเวอเรจและเงื่อนไขมาร์จินของแต่ละ Broker ไว้ด้วยกัน ซึ่งจะช่วยให้คุณเห็นภาพว่า stop out จะเป็นอย่างไร ก่อนที่คุณจะตัดสินใจเปิดสถานะ