นี่ไม่ใช่คำแนะนำการลงทุน ข้อมูลที่ให้ไว้มีไว้เพื่อการศึกษาและข้อมูลเท่านั้น และไม่ถือเป็นการแนะนำให้ซื้อหรือขายผลิตภัณฑ์ทางการเงินใดๆ
การใช้ Leverage อย่างระมัดระวังสามารถเป็นเครื่องมือที่มีประโยชน์สำหรับการจัดการภาระหนี้ในพอร์ตหุ้นได้ นักลงทุนกู้ยืมโดยอาศัยพอร์ตเป็นหลักเพื่อใช้ชำระภาระหนี้ และนักลงทุนยังคงลงทุนในพอร์ตต่อไป จุดแลกเปลี่ยนคือค่าใช้จ่ายในการกู้ยืม ความเสี่ยงของการถูกเรียกมาร์จิ้น และโอกาสที่ Leverage จะขยายความรุนแรงของภาวะตลาดขาลง นักลงทุนควรเข้าใจกลไกและความเสี่ยงก่อนนำ Leverage มาใช้เพื่อจัดการภาระหนี้
“การจัดการภาระหนี้ด้วยเลเวอเรจ” หมายถึงอะไร
วลีนี้ครอบคลุมหลายสถานการณ์ สถานการณ์แรกคือการใช้เงินกู้มาร์จิ้นเพื่อเป็นเงินทุนสำหรับการซื้อขนาดใหญ่ เช่น เงินดาวน์บ้าน ขณะเดียวกันยังคงลงทุนในพอร์ตหุ้น สถานการณ์ที่สองคือการใช้สถานะที่มีเลเวอเรจเพื่อป้องกันความเสี่ยงของภาระหนี้ที่มีอยู่แล้ว เช่น การทำสถานะขายชอร์ตในหุ้นที่นักลงทุนถืออยู่แล้ว สถานการณ์ที่สามคือการใช้ออปชันเพื่อสร้างรายได้จากสถานะหุ้นฝั่งยาว และนำรายได้นั้นไปชำระภาระหนี้
แต่ละสถานการณ์มีระดับความเสี่ยงที่แตกต่างกัน และแต่ละสถานการณ์ต้องใช้ความเชี่ยวชาญที่แตกต่างกันเช่นกัน นักลงทุนควรจับคู่สถานการณ์ให้เหมาะกับความเชี่ยวชาญของตน และนักลงทุนไม่ควรใช้เลเวอเรจในสถานการณ์ที่ตนไม่เข้าใจ
ข้อได้เปรียบหลัก
ข้อได้เปรียบประการแรกคือ “ต้นทุนค่าเสียโอกาส” นักลงทุนที่ขายพอร์ตหุ้นเพื่อใช้เป็นเงินชำระภาระหนี้จะต้องยอมสละผลตอบแทนในอนาคตของพอร์ตนั้น ส่วน นักลงทุนที่ใช้ leverage จะยังคงลงทุนในพอร์ตต่อไป และสามารถรับผลตอบแทนในอนาคตได้ ข้อแลกเปลี่ยนนี้จะเป็นประโยชน์ต่อ นักลงทุน เมื่อผลตอบแทนของพอร์ตสูงกว่าต้นทุนการกู้ยืม
ข้อได้เปรียบประการที่สองคือ “ประสิทธิภาพด้านภาษี” ในบางเขตอำนาจ ดอกเบี้ยของเงินกู้ยืมแบบมาร์จินอาจสามารถนำไปหักภาษีได้ และดอกเบี้ยจะไม่ถูกเก็บภาษีจนกว่าจะมีการขายตำแหน่ง นักลงทุนควรตรวจสอบกฎภาษีในพื้นที่ และควรปรึกษาที่ปรึกษาด้านภาษีก่อนใช้ leverage เพื่อความได้เปรียบด้านภาษี
ข้อได้เปรียบประการที่สามคือ “ความยืดหยุ่น” สามารถเบิกเงินกู้มาร์จินได้ตามที่ต้องการ และสามารถชำระคืนเงินกู้ได้ทุกเมื่อ นักลงทุนมีอำนาจควบคุมเต็มที่ทั้งขนาดของเงินกู้และตารางการชำระคืน ความยืดหยุ่นนี้มีประโยชน์สำหรับนักลงทุนที่มีภาระหนี้ไม่สม่ำเสมอ เช่น ค่าปรับปรุงบ้านหรือใบเรียกเก็บภาษี
ข้อเสียหลัก
ข้อเสียประการแรกคือการถูกเรียกมาร์จิ้น (margin call) โบรกเกอร์สามารถเรียกร้องเงินเพิ่มเติมได้หากมูลค่าพอร์ตโฟลิโอลดลงต่ำกว่ามาร์จิ้นเพื่อการดูแล (maintenance margin) นักลงทุนที่ไม่มีเงินเพิ่มเติมจะถูกบังคับขายพอร์ตโฟลิโอในเวลาที่แย่ที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ และนักลงทุนจะรับรู้ผลขาดทุน การถูกเรียกมาร์จิ้นคือความเสี่ยงหลักของการใช้เลเวอเรจ และนักลงทุนควรเก็บเงินสำรองไว้เป็นบัฟเฟอร์เพื่อหลีกเลี่ยงการถูกเรียกมาร์จิ้น
ข้อเสียประการที่สองคือค่าใช้จ่ายดอกเบี้ย เงินกู้มาร์จิ้นคิดดอกเบี้ย และดอกเบี้ยจะต้องจ่ายไม่ว่าผลงานของพอร์ตโฟลิโอจะเป็นอย่างไร นักลงทุนที่ใช้เลเวอเรจต้องจ่ายดอกเบี้ยแม้พอร์ตโฟลิโอจะขาดทุน และดอกเบี้ยจะยิ่งทำให้ผลขาดทุนเพิ่มขึ้น ควรเปรียบเทียบค่าใช้จ่ายดอกเบี้ยกับผลตอบแทนที่คาดหวังของพอร์ตโฟลิโอ และไม่ควรใช้เลเวอเรจหากผลตอบแทนที่คาดหวังต่ำกว่าค่าใช้จ่ายดอกเบี้ย
ข้อเสียประการที่สามคือการขยายความสูญเสีย เลเวอเรจที่ทำให้ได้กำไร 5 เปอร์เซ็นต์จากสถานะที่อัตรา 5:1 อาจทำให้เกิดการขาดทุน 5 เปอร์เซ็นต์ได้เช่นกัน และการขาดทุนอาจมากกว่ากำไรเนื่องจากส่วนต่าง (spread) ค่าคอมมิชชั่น และค่าธรรมเนียมการจัดหาเงินทุน นักลงทุนที่ใช้เลเวอเรจอาจขาดทุนมากกว่าเงินฝากเริ่มต้น
ข้อเสียประการที่สี่คือแรงกดดันทางจิตวิทยา สถานะที่ใช้เลเวอเรจอาจสร้างความเครียด และนักลงทุนอาจถูกล่อลวงให้ขายในเวลาที่ผิด นักลงทุนที่รับมือแรงกดดันไม่ได้ไม่ควรใช้เลเวอเรจ และควรพิจารณาใช้ขนาดสถานะที่เล็กลงหรือใช้กลยุทธ์ที่แตกต่างออกไป
เมื่อการใช้เลเวอเรจมีความเหมาะสม
การใช้เลเวอเรจจะมีความเหมาะสมเมื่ออัตราดอกเบี้ยเงินกู้ต่ำกว่าผลตอบแทนที่คาดหวังของพอร์ต เมื่อผู้ลงทุนมีเงินสำรองเพื่อรองรับการเรียกหลักประกัน (margin call) และเมื่อผู้ลงทุนมีระยะเวลาลงทุนที่ยาวนาน
การใช้เลเวอเรจจะไม่เหมาะสมเมื่ออัตราดอกเบี้ยเงินกู้สูงกว่าผลตอบแทนที่คาดหวังของพอร์ต เมื่อผู้ลงทุนไม่มีเงินสำรอง หรือเมื่อผู้ลงทุนมีระยะเวลาลงทุนที่สั้น นอกจากนี้ การใช้เลเวอเรจยังไม่เหมาะสมสำหรับผู้ลงทุนที่ใกล้เกษียณ และไม่เหมาะสมสำหรับผู้ลงทุนที่ไม่สามารถรับความเสี่ยงจากการสูญเสียพอร์ตได้
กฎการบริหารความเสี่ยง
กฎข้อแรกคือการกำหนดขนาดของเงินกู้ให้สอดคล้องกับกระแสเงินสด ผู้ลงทุนควรเลือกขนาดเงินกู้ที่ผู้ลงทุนสามารถชำระได้ด้วยกระแสเงินสดจากพอร์ตโฟลิโอหรือจากเงินเดือน เงินกู้ไม่ควรถูกกำหนดให้เท่ากับค่าสูงสุดที่ Broker อนุญาต และควรกำหนดขนาดเงินกู้ให้อยู่ในระดับที่ผู้ลงทุนสามารถชำระได้แม้ในช่วงที่ตลาดตกต่ำ
กฎข้อที่สองคือการคงเงินสำรองไว้ ผู้ลงทุนควรเก็บเงินสำหรับการชำระค่างวดเงินกู้ 6 ถึง 12 เดือนเป็นเงินสด และเงินสดควรอยู่ในบัญชีแยกต่างหาก เงินสำรองช่วยปกป้องผู้ลงทุนจากการถูกเรียกหลักประกัน (margin call) ในช่วงที่ตลาดผันผวนลงชั่วคราว และเงินสำรองยังให้เวลาแก่ผู้ลงทุนในการเติมเงินในบัญชี
กฎข้อที่สามคือการติดตามระดับมาร์จิ้น ผู้ลงทุนควรตรวจสอบระดับมาร์จิ้นอย่างสม่ำเสมอ และควรกำหนดการแจ้งเตือนที่ 30 เปอร์เซ็นต์เหนือระดับมาร์จิ้นเพื่อการคงสภาพ (maintenance margin) การแจ้งเตือนนี้จะให้เวลาผู้ลงทุนในการดำเนินการก่อนที่ Broker จะส่ง margin call
คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับเลเวอเรจและภาระหนี้
ฉันสามารถหักดอกเบี้ยจากเงินกู้มาร์จิ้นได้หรือไม่? ในบางเขตอำนาจศาล อาจทำได้ นักลงทุนควรตรวจสอบกฎภาษีท้องถิ่น และควรปรึกษาที่ปรึกษาด้านภาษีก่อนใช้เลเวอเรจเพื่อความคุ้มค่าทางภาษี
อัตราดอกเบี้ยโดยทั่วไปของเงินกู้มาร์จิ้นคือเท่าไร? อัตราดอกเบี้ยขึ้นอยู่กับ Broker และเขตอำนาจศาล โดยทั่วไปอัตราดอกเบี้ยจะอยู่ที่ประมาณ 1 เปอร์เซ็นต์ถึง 3 เปอร์เซ็นต์เหนืออัตราดอกเบี้ยนโยบาย และอัตราอาจสูงกว่านี้สำหรับบัญชีขนาดเล็ก นักลงทุนควรเปรียบเทียบอัตราดอกเบี้ยระหว่าง Broker
ฉันจะเสียบ้านได้ไหมหากการเรียกมาร์จิ้น (margin call) ไม่สำเร็จ? เงินกู้มาร์จิ้นเป็นเงินกู้แบบมีสิทธิไล่เบี้ย (recourse) และ Broker สามารถดำเนินการเรียกร้องจากนักลงทุนสำหรับส่วนต่างได้ หากเงินกู้เกินกว่ามูลค่าพอร์ต นักลงทุนไม่ควรใช้เลเวอเรจสำหรับภาระหนี้ที่นักลงทุนไม่สามารถชำระได้ และควรเก็บเงินสำรองไว้เป็นบัฟเฟอร์เงินสด
แหล่งข้อมูลที่เกี่ยวข้อง
เริ่มต้นจากตรงไหน
หากคุณกำลังพิจารณาการใช้เลเวอเรจเพื่อจัดการภาระหนี้ ขั้นตอนแรกที่มีประโยชน์ที่สุดคือการคำนวณต้นทุนการกู้ยืมและผลตอบแทนที่คาดหวังของพอร์ตโฟลิโอ และนำทั้งสองอย่างมาเปรียบเทียบกัน โดย บทความเปรียบเทียบ Broker ของเราจะรวบรวมโบรกเกอร์ที่ให้บริการเงินกู้เพื่อมาร์จิ้นและอัตราดอกเบี้ย ซึ่งจะช่วยให้คุณทราบว่าโบรกเกอร์เสนออะไรให้บ้างก่อนที่คุณจะทำมาร์จิ้นลอนก้อนแรก